ห่างเหินจากการอัพบล็อกนี่ไปนานมากกกก (ครั้งสุดท้ายดูเหมือนจะอัพเกี่ยวกับคอมเจ๊งหรืออะไรซักอย่าง) ด้วยความที่มัวแต่ไปอัพฟิคเป็นส่วนใหญ่ (ช่วงต้นปี) แล้วก็วุ่นวายปวดหัวกับการอ่านเนติ+ทำงาน+เรื่องราวที่บ้านเป็นส่วนใหญ่ (ช่วงปลายปี)
 
 
จริงๆ มีหลายเรื่องที่เราอยากอัพมาก ไหนจะเรื่องปี2012 ที่ผ่านมาเอย เรื่องประสบการทำงานครั้งแรกเอย เรื่องที่ได้จอยflying projectเอย และนานา(ไร้)สาระเอย
 
 
แต่เพื่อให้เข้ากับเทศกาลประกาศผลสอบตรงของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราขอเริ่มเอนทรี่แรกของปี ด้วยการขุดแท็ค ว่าด้วยการเรียนนิติศาสตร์ อย่างคนมีกึ๋นแล้วกันค่ะ
 
 
 
 
สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักเรา เราจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ แห่งรั้วแม่โดมมาได้เกือบจะสองปีแล้ว (ปัจจุบันยังคงติดแหงกกับกองหนังสือเนติบัณฑิตอยู่ T_T)
 
เกรดไม่ได้ดีเด่อะไรมาก ไม่ได้ทำกิจกรรมเท่าไร (ผิดกับตอนอยู่โรงเรียน) แล้วก็เป็นพวกเก็บตัว เลิกเรียนชอบเผ่นเลย รู้จักคนนอกโต๊ะนับคนได้มั้ง
 
แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เรามักโดนเรียกไปให้คำแนะแนวกับน้องๆ ที่โรงเรียนอยู่ ทำให้ได้ฟังข้อมูลจากรุ่นพี่รุ่นน้องที่เรียนคณะเดียวกันมา
 
 
ประสบการณ์ตอนฝึกงานเอย
 
 
แล้วก็จากเพื่อนร่วมรุ่นเอย
 
 
เอนทรี่นี้ ขอให้มองว่า เขียนจากมุมมองของคน 'กลางๆ' ในคณะนิติศาสตร์แล้วกันนะคะ ^ ^
 
 
ข้อมูลส่วนใหญ่ เป็นสิ่งที่เราเขียนโดยอิงประสบการณ์ของตนเองค่ะ หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่เรารับรู้มาด้วยตัวเอง หากไม่ตรงอย่างไรแล้ว เราต้องขออภัยในความผิดพลาดไว้ล่วงหน้านะคะ
 
 
 
+++++++++++++++++++++++
 
 
เรียนนิติศาสตร์แบบคนมีกึ๋น ภาค เตรียมพร้อมก่อนสอบเข้า
 
 
 
กว่าจะมานิติ มธ.
 
 
ตอนอยู่ม.ปลาย น้องๆ หลายคนคงประสบปัญหากับคำถามที่ว่า
 
 
'เรียนอะไรดี!!'
 
 
เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เจอปัญหานี้ค่ะ อันที่จริงแล้ว หกปีที่เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา เราเปลี่ยนคณะที่อยากเข้าทุกปีเลยด้วยซ้ำ
 
 
 
ครุศาสตร์>>วารสาร>>แพทย์>>จิตวิทยา>>บัญชี >>ให้ตายสิ เปลี่ยนได้ทุกปีจริงๆ ถ้านับตอนประถมนี่คงยิ่งกว่านี้
 
 
 
แต่ในช่วงก่อนขึ้นม.6 ความคิดที่อยากจะเข้าคณะนิติศาสตร์ไม่เคยมีอยู่ในหัวของเราเลยแม้แต่น้อย...
 
 
เพราะครอบครัวของเรา ทุกเจนเนอเรชั่น จะต้องมีคนเรียนนิติศาสตร์อย่างน้อยหนึ่งคน แล้วพอในรุ่นของเรา เราก็เป็นคนที่โดนคาดหวังว่า จะต้องเรียนต่อในด้านนี้ (เพราะลูกพี่ลูกน้องทางคุณปู่ไปเรียนด้านอื่นหมดแล้ว)
 
 
ทำให้ช่วงหลายปีก่อนหน้านั้น เราถึงขั้นแอนตี้ ไม่เคยคิดจะสอบเข้าคณะนี้เลยแม้แต่น้อย
 
 
จนกระทั่งปิดเทอมก่อนขึ้นชั้นม.6 ที่เราเป็นเหรัญญิกของค่ายนึง ซึ่งทำให้รู้ว่า
 
 
เราโคตรชุ่ย ไม่ละเอียด เรียนบัญชีไปคงลืมบันทึกรายการค่าใช้จ่ายตาย >>เพื่อนด่ามา
 
 
 
แล้วหนูจะเรียนอะไรดีล่า!!! Tongue out
 
 
เราเลยกลับมานั่งทบทวนตัวเอง ว่าเรา 'ควร' ไปทางไหนต่อดี ซึ่งตอนนั้นเริ่มกดดันมาก เพราะอาจารย์ก็เริ่มถาม ที่บ้านไม่ต้องพูดถึง (นอกจากพ่อแม่เราแล้ว) ถามเกือบทุกครั้งที่เห็นหน้า ส่วนเพื่อนๆ รอบตัวก็ดูมีเป้าหมายในชีวิตกันล่ะ
 
 
 
ซึ่งนั่น ก็ทำให้เราต้องกลับมาจริงจังกับคณะที่เราจะเลือก....
 
 
และเราก็นึกขึ้นมาได้ว่า
 
 
....หรือจะเข้านิติ....
 
 
เราเคยมีโอกาสไปแข่งกฎหมายมาบ้าง (แม้จะเป็นทีมสำรองก็เหอะ) ตกรอบก็บ่อย แต่เกิดฟลุ๊คได้ที่สามมารายการหนึ่ง...
 
 
เหมือนจะดีนะ แต่ทีมของเราได้ที่สาม....จากจำนวนทั้งหมดสี่ทีม (แป่ว)
 
 
อื้ม...นั่นแหละ สองเดือนผ่านไปหลังจากเปิดเทอมม.หก ในที่สุด เราก็ตัดสินใจได้....
 
 
 
"พ่อคะ แม่คะ อาจารย์คะ หนูจะสอบตรงนิติ มธ.นะ"
 
 
แน่นอนว่า สมใจปรารถนาคนในครอบครัวเราเกือบหมด (เว้นพ่อที่อยากให้เรียนนิติเป็นป.ตรีใบที่สอง) รวมถึงอาจารย์แนะแนวที่เชียร์ให้เรามาทางนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
 
 
ส่วนเหตุผลที่เป็นธรรมศาสตร์... ณ จุดนั้นเราคิดว่า ถ้าเป็นด้านนิติศาสตร์แล้ว เราก็นึกถึงธรรมศาสตร์เป็นที่แรก
 
 
ในเมื่อญาติๆ ของเรา ส่วนใหญ่จบจากที่นี่กัน
 
 
เลยทำให้เราได้เป้าหมายละ คือที่นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์นี่เอง
 
 
+++++++++++++++++++++++
 
 
สมัครสอบ
 
 
พอตัดสินใจเรื่องสอบตรงได้ เราก็จัดแจงดูวันสอบ เตรียมเอกสาร เตรียมเงิน แล้วก็ดูเงื่อนไขการสมัครสอบ
 
 
ซึ่ง เกณฑ์เงื่อนไขการสอบตรงนั้น 1.เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 (เช็ค) 2.มีผลการเรียนตลอดสี่ภาคการศึกษาไม่น้อยกว่า 2.75 (เช็ค)
 
 
โอเค พอครบละ ก็จัดแจงสมัครสอบเสีย อย่ารอให้จนหมดเวลาการรับสมัครสอบตรงนะ
 
 
(หมายเหตุ เผื่อใครไม่ทราบ การสอบตรงของธรรมศาสตร์นั้น ผู้สอบสามารถเลือกสอบได้เพียงคณะเดียวเท่านั้นค่ะ)
 
 
พอสมัครสอบเสร็จละ ต่อไปก็มาดูการเตรียมพร้อมกันดีกว่า
 
 
+++++++++++++++++++++++
 
 
เตรียมพร้อม
 
 
 
กับอีกหนึงคำถามยอดฮิตสำหรับคนที่จะสอบตรงเข้านิติศาสตร์
 
 
'จำเป็นต้องไปติวสอบตรงมั้ย....'
 
 
ตอบสั้นๆ โดยอ้างอิงประสบการณ์ตรงของตนเองนะคะ
 
 
"ไม่จำเป็นค่ะ"
 
 
พอรู้แน่ชัดแล้วว่าจะเลือกเรียนนิติศาสตร์ละ (ถ้าสอบตรงได้ แต่ถ้าไม่ได้ แอ๊ดกลางกับโควต้าเกษตรค่อยว่ากันอีกที) เราก็ได้รับความสนับสนุนจากทางที่บ้าน และคณาจารย์เป็นอย่างดี 
 
ทั้งแนะแนวการสอบเอย ทั้งสรรหาหนังสือมาให้อ่านเอย
 
ซึ่งหนังสือที่เราใช้ตอนอ่านก่อนสอบตรงนั้น นอกจากเนื้อหาสังคมศึกษาที่เคยเรียนตอนม.ปลายแล้ว
 
 
หลักๆ ก็จะมี พวกความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป ของอาจารย์สมยศ เชื้อไทย (ซึ่งพอเข้ามาได้ ทุกคนต้องใช้เล่มนี้อีกครั้งในปีหนึ่ง เทอมหนึ่ง) พวกแนวข้อสอบตรงต่างๆ
 
 
แล้วอีกเล่มที่เราใช้ คือเราหาแนวข้อสอบความถนัดครูมาทำค่ะ ซึ่งส่งผลมากกับ Part SAT ของสอบตรง
 
 
(พอดีตอนนั้นเราสอบความถนัดครูด้วย แล้วก็เตรียมไว้สอบตรงวรรณกรรมเด็กของมศว >> แต่ไม่ติดอันนี้)
 
 
ซึ่งจุดนี้ เป็นประโยชน์สำหรับเราตอนสอบตรง (ในปีของเรานะ)
 
 
แต่ถ้าไม่มั่นใจ เรียนไปก็ไม่เสียหายนะคะ คนรอบตัวเราที่สอบตรงติด ก็มีทั้งเรียนพิเศษมา และไม่เรียนพิเศษมา
 
 
แล้วถึงสอบไม่ติด ก็ไม่ได้เป็นการตัดโอาสของคุณที่จะมาศึกษายังคณะนี้ได้นะคะ (แอ๊ดกลางยังมี)
 
 
 
 
 
คำถามยอดฮิตลำดับต่อมา....
 
 
'ไม่ติวแล้วเครียดไหม'
 
 
สารภาพจริงๆ นะ....
 
 
เครียดสิ... ใครละจะไม่เครียด (แม้สุดท้ายจะรู้ว่าความเครียด ณ ตอนนั้นไม่เท่ากับเสี้ยวหนึ่งของตอนเข้าไปเรียนจริงๆ ก็เหอะ)
 
 
 
เราไม่ใช่คนขยันจ๋าอยู่แล้ว (ตอนสมัยเรียนมัธยมนี่นิยมอ่านหนังสือหน้าห้องสอบด้วยซ้ำ>>เด็กดีจ๋า อย่าทำเลย) นอกจากภาษาไทยกับอังกฤษแล้วก็ไม่เรียนพิเศษเลย (คุณพ่อแอนตี้การเรียนพิเศษ) แถมเรียนสายวิทย์มา เสียวๆ อยู่ว่าจะไปทางนี้รอดหรือเปล่าด้วยซ้ำ
 
 
แต่คงเพราะจุดที่ว่า เราเรียนพิเศษน้อย ทำให้เรามีแรงกดดันที่จะต้องอ่านหนังสือนี่แหละ
 
 
เพราะไม่ค่อยได้เรียนพิเศษ ทำให้ปกติ เรามักจะชอบฟังเวลาที่อาจารย์สอนในห้องเป็นพิเศษ... ไม่ใช่เพราะขยันหรืออะไร แต่เพื่อทุ่นเวลาในการอ่านหนังสือของเรา (โชคดีมาก ที่อาจารย์ส่วนใหญ่สอนดีถึงดีมาก กราบขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)
 
 
เพราะไม่ค่อยได้เรียนพิเศษ เลยมีเวลามากกว่าเพื่อนหลายคน แล้วเราก็ไม่อยากติดร. เราจึงชอบทำการบ้าน ทำงานค้างให้เสร็จ
 
 
(เคยมีจุดที่เกือบติดร.แล้วโดนเพื่อนสนิทด่านี่แหละ หลังจากนั้นมาเข็ด ไม่เอาอีกแล้ว...)
 
 
แต่เอาจริงๆ จุดที่ว่าไปติวหรือไม่ไปติว ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเรา ณ ตอนนั้น....
 
 
เวลาต่างหาก
 
 
นอกจากกว่าเราจะรู้ตัวว่าอยากสอบเข้าคณะนี้ ก็ช้ากว่าชาวบ้านไปไม่รู้กี่ขุมต่อกี่ขุมแล้ว ติวก็ไม่ได้ติว แถมมามีกิจกรรมแทรกกลางในช่วงปิดเทอมเล็กอีกต่างหาก
 
 
ปีนั้น โรงเรียนเป็นเจ้าภาพกีฬาสาธิตสามัคคี...
 
 
ธรรมเนียมโรงเรียนของเรา (ณ ตอนนั้น) ให้เด็กม.6 รับผิดชอบกีฬาสาธิตสามัคคี.... เราไม่เป็นนักกีฬาก็จริง แต่ราก็มีงานของคอรัสตอนพิธีเปิด เราอยู่ฝ่ายอาหาร และเราต้องขึ้นแสตนเชียร์ในพิธีปิดด้วย
 
 
....งานเข้าสิคะ.... ยังไงก็เลี่ยงกิจกรรมนี้ไม่ได้เลยเหอะ...
 
 
 
สุดท้ายเราเลยใช้วิธีเน้นทำข้อสอบเก่าเป็นหลักค่ะ ยังโชคดีว่าตัวความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายนั้นเคยผ่านตามาบ้างตอนเวลาอ่านเพื่อไปแข่ง (แม้จะนิดเดียวก็เถอะ) แล้วก็ลองฝึกเขียนเรียงความ-ย่อความไป
 
 
ส่วนภาษาอังกฤษ.... เรากะไปตายเอาดาบหน้าค่ะ (แต่ทั้งนี้ มารู้ตอนสอบว่า ที่แม่ส่งเราไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษมา ช่วยจุดนี้ได้ระดับนึงเลย)
 
 
เตรียมพร้อมน้อยไม่ว่า ขอให้ครอบคลุมเป็นอันใช้ได้แล้วกัน
 
 
 
'แล้วใช้เวลาเตรียมตัวเท่าไร'
 
 
ถ้าใช้เวลาแบบ 'เต็มสตรีม' ชนิดที่ว่างเป็นต้องอ่านหนังสือ (แต่ต้องหลังจากเคลียร์การบ้าน+รายงาน+สอบย่อย+ทำกิจกรรมนะ แล้วเรายังเปิดเน็ตทุกวันอีกต่างหาก) เราใช้เวลาจริงๆ ประมาณสามอาทิตย์กว่าๆ ค่ะ ทิ้งช่วงที่เราทำสาธิตสามัคคี สอบความถนัดครู แล้วก็สอบตรงวรรณกรรม มศว อีก
 
 
แต่ถ้านับรวมเวลาที่อ่านบ้าง เล่นนั่นเล่นนี่บ้าง คร่าวๆ ก็สองเดือนครึ่งได้ค่ะ ช่วงไหนไม่ว่างมาก ก็เน้นทำโจทย์+ดูเฉลยเอามากกว่า
 
 
ถามว่าเราเครียดมากมั้ย ถ้าเทียบกับตอนเข้าไปเรียนจริงๆ แล้ว ความเครียดช่วงสอบตรงเราคนละเรื่องกันเลยค่ะ จุดช่วงสอบตรงเอย สอบo-net a-net เอย (สมัยนั้นไม่มี GAT PAT) เราออกจะชิวกว่าชาวบ้านชาวช่องด้วยล่ะ แต่ก็เครียดหน่อยๆ ละน่า
 
 
พอดีโรงเรียนเรา ปีเรา มีโครงการโควต้าเรียนดีอยู่ ซึ่งเราดูจากภาควิชา คณะที่เราเลือกแล้ว เราค่อนข้างมั่นใจว่า ยังไงเราคงติดล่ะ เลยไม่เครียด(มาก)เท่าไรตอนนั้น
 
 
เราเลยประพฤติตัวแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันสอบ A-NET วันสุดท้ายเลยด้วยซ้ำไป...
 
 
แต่ยังไง สิ่งที่เราทำจนถึงวันสอบ คือเข้าเรียน ส่งการบ้าน ทำรายงาน เตรียมสอบย่อย อ่านสอบกลาง/ปลายภาคหน้าห้องสอบ
 
 
แล้วอ่านสอบAdmission บ้าง (แต่น้อยมาก)
 
 
เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย (ไม่เรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่อ่านหนังสือบ้าง) ถ้าไม่ปาฏิหารย์ หรืออัจฉริยะจริงๆ ก็คงไม่มีทางสอบเข้าได้ละค่ะ
 
 
 
 
 
เดี๋ยวคราวหน้า จะมาต่อกันถึงเรื่องวันสอบตรงแล้วกันนะคะ Cool